มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
ดึงพลังภาคีร่วมฟื้นฟู “ผู้พิการ” เข้าถึงสิทธิยกระดับคุณภาพชีวิต
แท้จริงแล้วคนทุกคนล้วนมีศักยภาพในตนเอง…ไม่เว้นกระทั่ง “ผู้พิการ” ท่ามกลางความเชื่อว่าผู้พิการไม่มีศักยภาพ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เป็นภาระ ตรงกันข้ามหากเรามองเข้าไปให้ถึงใจของผู้พิการ จะรู้ได้ว่าเขาไม่ได้ยินดีกับสิ่งเหล่านี้ และเขาเองก็ไม่ยอมแพ้ที่จะพัฒนาเพื่อดูแลช่วยเหลือตนเอง เช่นนี้การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้พิการจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน
ภายในการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ (Voice of the voiceless : the vulnerable populations จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและภาคีเครือข่าย ได้เปิดเวทีเสวนาความเข้าใจ พร้อมขับเคลื่อนเพื่อดูแลคนพิการอย่างเท่าเทียม เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการจำลองบรรยากาศความพิการ โดยวิทยากรเชิญชวนผู้เข้าร่วมจับคู่และสวมผ้าปิดตาให้สลับกันจูงมือนำทาง และให้บอกเล่าความรู้สึกว่าตอนที่ปิดตาและเกาะคู่ที่นำว่ารู้สึกเช่นไร ล้วนบอกเล่าตรงกันว่า รู้สึกกลัวเพราะมองไม่เห็น กังวลจะชนอะไรไหม แต่ก็มั่นใจในคนที่เคียงข้างเรา
ดร.สมพร หวานเสร็จ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงสิทธิผู้พิการด้านการศึกษา ว่า ปัจจุบันการทำงานเพื่อดูแลคนพิการมีความเชื่อมโยงกันมาก ที่ผ่านมาเด็กบางรายเป็นดาวน์ซินโดรม พ่อแม่จะถอดใจคิดว่าพิการพัฒนาไม่ได้ทำให้เด็กเสียโอกาส แต่ระบบการศึกษาได้วางระบบฟื้นฟูศักยภาพตั้งแต่แรกเกิดผ่านศูนย์การศึกษาทั่วประเทศ 77 แห่งมีนักวิชาชีพ นักกิจกรรมบำบัด จิตวิทยาคลินิกคอยดูแลฟื้นฟูเด็กที่มีภาวะเสี่ยงพิการ ณ เวลานี้ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ดีมากๆ ที่กำหนดให้บริการการศึกษาที่ครอบคลุมการจัดการศึกษาตลอดชีวิต แม้ในด้านคุณภาพอาจจะยังไม่ทั่วถึงเท่าเทียมกันทั้งหมด แต่ในหลักการมุ่งให้เด็กทุกคนได้สิทธิเข้าถึงบรืการการศึกษา ยังมีกองทุนการศึกษาสำหรับผู้พิการ อย่างไรก็ตาม หลักสูตรการจัดการศึกษายึดตามหลักสูตรปฐมวัย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรอาชีวศึกษา แต่จะมีการจัดทำแผนการการศึกษาเฉพาะบุคคลเพื่อเหมาะสมกับการเรียนรู้ นอกจากศูนย์การศึกษาพิเศษแล้ว ยังมีโรงเรียนเฉพาะความพิการ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ที่มีกว่า 100 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมให้บริการการศึกษาแก่เด็กทุกคน
ขณะที่ นายอภิชาติ การุณกรสกุล มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่า ขณะนี้หลายหน่วยงานได้ร่วมขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมผู้พิการ หลายเรื่องประสบความสำเร็จ หลายเรื่องก้าวหน้าตนอยากขอให้รัฐบาลใหม่ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องลงมาดูนำมาไปขยายผล โดยเฉพาะประเด็นการให้ผู้พิการเข้าถึงโอกาสงานและการมีอาชีพ ขณะนี้เรามีกฎหมายที่ดี คือ พ.ร.บ.ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กำหนดให้สถานประกอบการ 100 คนขึ้นไปต้องจ้างคนพิการทำงาน 1 คน แต่ที่ผ่านมากฎหมายยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ ยังมีบริษัทอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกจะส่งเงินเข้ากองทุนมากกว่าจ้างงานผู้พิการ มองในแง่หนึ่งก็ดี แต่มองอีกมุมหนึ่งการที่บริษัทไม่จ้างคนพิการก็ทำให้คนพิการพลาดโอกาสเข้าถึงงาน ที่สำคัญการจะให้คนพิการเดินเข้าไปสมัครงานเองก็ค่อนข้างยากปัจจัยหนึ่งคือวุฒิการศึกษา ตรงนี้เป็นช่องว่างที่ตนอยากให้แนวทางอื่นๆ เช่น เปิดทางให้ทำงานเชิงสังคม ให้ทุนไปประกอบอาชีพ เมื่อเขามีรายได้ก็มีอิสระมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ที่สำคัญผู้พิการเป็นส่วนหนึ่งในชุมชน สังคมเมื่อเขามีมีคุณภาพชีวิตที่ดีก็ช่วยเสริมพลังให้แก่ชุมชนได้เข้มแข็ง
ถึงเวลาที่ต้องร่วมด้วยช่วยกัน สนับสนุน ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้พิการให้ดียิ่งขึ้น เปลี่ยนความคิดจากภาระ เป็นอีกพลังที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ.
ขอบคุณ :https://www.khaosod.co.th/advertorial/news_2626460
ขอบคุณ : https://www.tddf.or.th/news/detail.php?contentid=0066&postid=0019538






